
Twitter คือเว็บไซต์ที่ให้บริการ blog สั้น (Micro-Blog) ซึ่งสามารถให้ผู้ใช้ส่งข้อความของตนเอง ให้เพื่อน ๆ ที่ติดตาม twitter ของผู้ใช้อยู่อ่านได้ และผู้ใช้เองก็สามารถอ่านข้อความของเพื่อน หรือผู้ใช้อื่นๆ ที่เราติดตามอยู่ได้ ในรูปแบบของ twitter นี้ ที่เรียกว่าเป็น blog สั้นก็เพราะว่า twitter ให้เขียนข้อความได้ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษร ซึ่งข้อความนี้เมื่อเขียนแล้วจะไปแสดงอยู่ในหน้า profile ของผู้เขียนนั่นเอง และจะทำการส่งข้อความนี้ไปยังผู้ใช้ที่ติดตามผู้เขียนคนนั้นอยู่ (follower) โดยอัตโนมัติ (กติกา สายเสนีย์, 2552)
สาเหตุสำคัญที่ Twitter นั้นเป็นที่นิยมไปทั่วโลกในเวลาที่รวดเร็ว ก็เพราะว่ามีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกให้ผู้เขียน สามารถอัพเดทหรือเขียนข้อความ (Tweet) จากที่ไหนก็ได้ ตั้งแต่หน้าเว็บไซต์ บนโปรแกรมที่ติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งบนโทรศัพท์มือถือ จึงทำให้ผู้เขียน twitter นั้นสามารถอัพเดทได้บ่อยเท่าที่ต้องการ
คำศัพท์ที่สำคัญเกี่ยวกับ Twitter ที่ใช้ในโครงการพิเศษนี้ ได้แก่คำว่า Following, Followers, Tweets, Retweets และ @Reply ซึ่งมีคำจำกัดความดังนี้ ...

ต่อเนื่องนะครับกับซีรี่ส์เกี่ยวกับโลกออนไลน์นี้ วันนี้จะพาไปรู้จักกับ Facebook และ Facebook Fan Page ครับ
Facebook เป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ใช้งานที่สามารถเชื่อมต่อกับเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงานและคนรู้จักในกลุ่มเครือข่ายต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว Facebook ส่งเสริมการสื่อสารภายในเครือข่ายทางสังคมต่างๆผ่านหน้าจอการใช้งานที่สามารถปรับแต่งได้และมีความหลากหลายของโปรแกรมที่รองรับการทำงานบนแพลตฟอร์มนี้ตามแต่ความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคน
นอกจากนี้ผู้ใช้งานจะได้รับแจ้งเมื่อคนที่อยู่ในเครือข่ายของผู้ใช้งานมีการเพิ่มเติม หรืออัพเดทข้อมูล สถานะของตัวเอง หรือแสดงความคิดเห็นต่างๆ (ขึ้นอยู่กับการตั้งค่า) อีกทั้งผู้ใช้งานสามารถสร้างหน้า (page) ของตัวเองที่ขึ้นกับความชอบของแต่ละบุคคลในการแบ่งปันอีเว้นท์ (events) รูปภาพ วีดีโอ หรือ ประสบการณ์ต่างๆให้แก่ผู้ใช้งานอื่นๆที่อยู่ในเครือข่ายของตนเอง
Facebok Fan Page เป็นบริการฟรีที่เหมาะกับทุกๆ สินค้าและบริการ ซึ่งเปรียบเสมือนหน้า Profile ของแบรนด์สินค้า และบริการที่ใช้สำหรับการสร้างสัมพันธ์และแจ้งข่าวสารกับลูกค้า ทั้งที่เป็นแฟนประจำหรือลูกค้าใหม่ สิ่งที่ทำได้บนหน้า Facebook Fan Page มีดังนี้ (ชาติชาย วิเรขรัตน์, 2553)
1). เขียนข้อความ (Wall Post) กล่าวคือ Fan Page จะมีพื้นที่ด้านบนไว้สำหรับเป็นเครื่องมือในการใช้ส่งข้อความติดต่อกับลูกค้า ซึ่งข้อความที่ว่านี้ จะเป็นอะไรก็ได้ ที่องค์กรต้องการแจ้งหรือบอกให้ลูกค้าได้รับรู้
2). แชร์ภาพ และอัลบั้มภาพ (Photos Sharing) ...

มาต่อตอนที่สามที่เอามาจาก IS กันเลยครับ "Social Media Definition"
สื่อทางสังคม (Social Media) คือ เครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ทั้งในเรื่อง กิจกรรม กิจวัตร และพฤติกรรมต่างๆ ระหว่างผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยกันที่มารวมกลุ่มกันในแบบออนไลน์เพื่อที่จะแบ่งปันข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ ความต้องการส่วนลึก และความคิดเห็น โดยการสร้างเนื้อหาในรูปแบบของข้อความ รูปภาพ วีดีโอ และเสียง เพื่อติดต่อทางธุรกิจหรือเพื่อความเพลิดเพลิน (Safko & Brake, 2009, pp. 3-20) (Strauss & Frost, 2009, p. 326)
โดยที่สื่อทางสังคมสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลักๆ ดังต่อไปนี้
1). Reputation aggregators หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องมือค้นหา (Search Engine) คือเว็บไซต์ที่เก็บรวบรวมข้อมูลของ เว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ ร้านค้า หรือ เนื้อหาอื่นๆ แล้วนำมาจัดอันดับผ่านระบบการประเมินของเว็บไซต์นั้นๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเข้ามาสืบค้นข้อมูลในด้านต่างๆ ตามต้องการได้อย่างง่ายดาย ตัวอย่างของสื่อทางสังคมประเภทนี้ได้แก่ ...
Filed Under (MBA) by sKunttz on 15-10-2010
มาต่อตอนที่สองของซีรี่ส์กันเลยครับเป็นเรื่องที่ว่าด้วย "แบบจำลองธุรกิจ" ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจที่เปรียบเสมือนเป็นแผนที่ในการทำธุรกิจที่คอยเตือนเราว่าจุดเด่นของธุรกิจเราคืออะไร ธุรกิจจะทำเงินอย่างไร ฯลฯ
แบบจำลองธุรกิจ (Business Model) คือ กลุ่มของกิจกรรมที่ได้รับการวางแผนและออกแบบมาเพื่อสร้างผลกำไรในการทำธุรกิจ (Laudon และ Traver, 2009, หน้า 2-5) ดังนั้นจุดมุ่งหมายของแบบจำลองธุรกิจสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce Business Model) คือการใช้ประโยชน์จากคุณภาพ และคุณสมบัติเฉพาะตัวต่างๆ ของอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ เพื่อสร้างผลกำไรในการทำธุรกิจ (Timmers, 1998)
เพื่อที่จะพัฒนาแบบจำลองธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เราต้องสามารถระบุถึงรายละเอียดของแผนภายในองค์ประกอบหลักของแบบจำลองธุรกิจให้ได้ โดยที่องค์ประกอบหลักของแบบจำลองธุรกิจมีอยู่ด้วยกันแปดองค์ประกอบ ได้แก่
แบบจำลองธุรกิจเปรียบเสมือนเป็นแผนที่ในการทำธุรกิจ
1). Value proposition
Value proposition อธิบายถึงมูลค่าเฉพาะขององค์กรที่เสนอแก่ลูกค้า ซึ่งมูลค่าเฉพาะนี้จะเติมเต็มความต้องการของลูกค้า และเป็นตัวที่ทำให้องค์กรโดดเด่นเหนือคู่แข่ง ตัวอย่างของ Value proposition เช่น ความสามารถในการปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย การให้บริการสืบค้นข้อมูลสินค้าทำให้ลูกค้าสามารถลดค่าใช้จ่ายในการค้นหาสินค้า
2). Revenue model
Revenue model อธิบายถึงวิธีการที่องค์กรสร้างรายได้ ผลกำไร และผลตอบแทนจากการลงทุน โดยที่ Revenue model สามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภทหลักๆ คือ
Advertising revenue model เป็นการสร้างรายได้โดยการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการแล้วเปิดให้ผู้ใช้บริการทั่วไปใช้ได้ฟรี จากนั้นก็จะเสนอและขายพื้นที่ในการโฆษณาให้แก่ ...
Filed Under (MBA, Technology) by sKunttz on 12-10-2010
เมื่อ IS ผ่านฉลุย ก็ถึงเวลาเผยแพร่สิ่งที่ค้นคว้ามาแล้วนะครับ ลองติดตามกันดูรับรองว่าจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับโลกออนไลน์มากขึ้นทีเดียวครับ ขอเริ่มต้นซีรี่ส์นี้ด้วย "คำจำกัดความของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์" ก่อนเลยนะครับ ตามไปดูกันเลย ฟิ้ววววว
E-commerce หรือเรียกกันทั่วไปว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือการทำธุรกรรมหรือธุรกิจที่ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในทุกๆ ช่องทาง เช่น อินเทอร์เน็ต, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์, แฟกซ์ เป็นต้น ทั้งในรูปแบบ ข้อความ เสียง และภาพ รวมถึงการขายสินค้าและบริการด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อหาข้อมูลแบบดิจิตอล (E-commerce คืออะไร? พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร, 2551)
ในปัจจุบันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์พุ่งเป้าไปที่การใช้อินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ในการดำเนินการทางธุรกิจระหว่างบุคคลหรือองค์กร (Laudon และ Traver, 2009, หน้า 1-9)
ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถแบ่งตามลักษณะรูปแบบของกลุ่มและประเภทผู้ที่ทำธุรกรรมร่วมกัน โดยสามารถแบ่งได้หลายประเภท ได้แก่ (Laudon และ Traver, 2009, หน้า 1-19-1-21) (รูปแบบของการทำธุรกิจออนไลน์ E-Commerce, 2551)
1). Business-to-Consumer (B2C) E-Commerce เป็นการค้าและทำธุรกรรมระหว่าง ธุรกิจที่เป็นรูปแบบบริษัทฯ หรือร้านค้ากับผู้บริโภคที่เป็นบุคคลทั่วไป ...
Filed Under (Education, MBA) by sKunttz on 19-02-2010
เป็นไงบ้างครับกับ MBA 1st Year Review ตอนที่ 1 หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับทุกคน ไม่มากก็น้อยนะครับ
เนื้อหาค่อนข้างเยอะ ตามไปอ่านตอนที่สอง กันต่อได้เลยครับ
Economics for Business Management (2604677)
เนื้อหา: แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการประยุกต์ บทบาทของเศรษฐศาสตร์ในการตัดสินใจทางการจัดการ ภาวะเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ การวิเคราะห์ความเสี่ยง การวิเคราะห์และการประมาณอุปสงค์ การวิเคราะห์และการประมาณการผลิต การวิเคราะห์ต้นทุน การวิเคราะห์โครงสร้างตลาด การกำหนดราคาทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ บทบาทของธุรกิจที่มีต่อสังคม ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อกิจกรรมธุรกิจ ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจ การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ บทบาทของรัฐบาลที่มีผลต่อธุรกิจ
ความเห็นผู้เขียน: วิชานี้เป็นวิชาที่ตอนแรกผมรู้สึกไม่อยากเรียนที่สุด แต่มันเป็นวิชาบังคับ ยังไงก็ต้องเรียน วิชานี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Micro Economic กับ Macro Economic ส่วนแรก Micro Economic เนื้อหาเยอะมาก เรียนไม่รู้เรื่องเลย หลับบ้าง เล่นเกมส์บ้าง แต่พอช่วงใกล้สอบ มาอ่านเอง กลับเข้าใจได้อย่างง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ ในส่วนของ Macro Economic นั้นยากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ...

หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า Web 2.0 กันมาบ้าง เคยสงสัยมั้ยครับ ว่าจริงๆ แล้ว Web 2.0 มันคืออะไรกันแน่ ทำไม ถึงมีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางทีเดียว หลังจากที่ผู้เขียนได้ค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ Web 2.0 เพื่อใช้ทำรายงาน จึงเอามาโพสต์เพื่อเป็นความรู้ของผู้ที่ยังไม่รู้จัก Web 2.0 หรือ เคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ตามไปอ่านกันเลยครับ
เมื่อก่อนเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะมีการปรับปรุงข้อมูลข่าวสารต่างๆ โดย Webmaster หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ผู้เข้าชมเว็บไซต์ (users) ทำได้เพียงเข้ามาอ่าน ศึกษา และรวบรวมข้อมูล จากที่ webmaster จัดเตรียมมาเท่านั้น ไม่สามารถ สร้างเนื้อหา หรือแสดงความคิดเห็นได้ด้วยตนเอง ซึ่งในหลายๆครั้ง ข้อมูลเหล่านั้นก็เป็นข้อมูลที่เก่า หรือเป็นข้อมูลที่ออกมาจากความคิดของคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งเราสามารถเรียกยุคนั้นได้เป็น ยุค web 1.0
ในปัจจุบัน แนวคิดเกี่ยวกับ Web 2.0 แพร่หลายอย่างกว้างขวาง โดยผู้เขียนได้มองคำจำกัดของคำว่า web 2.0 ใน ...
Filed Under (Education, MBA) by sKunttz on 10-01-2010
หลังจากที่ได้ร่ำเรียนมาปีกว่าๆ จึงอยากมาแบ่งปันว่าที่ผู้เขียนเรียนไปหนึ่งปีเนี่ย ได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง และมีความรู้สึกกับวิชาเหล่านั้นอย่างไรบ้าง
ที่่ผ่านมาผู้เขียนก็ต้องขอบอกเลยว่า การเรียน MBA ช่วยเปิดโลกและมุมมองความคิดของผู้เขียนเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเรียนเยอะเรียนมากเรียนยาก รายงานเพียบ ก็ตาม อย่างไรก็ดีมีบางวิชาที่ผู้เขียนรู้สึกว่า จะเรียนไปทำไมฟระ แต่อย่างว่านี่คือหลักสูตรบริหารธุรกิจ ดังนั้นมันเป็นการเรียนภาพรวมของธุรกิจทั้งหมด ซึ่งก็เหมาะสมกับผู้ที่ยังไม่รู้จะทำธุรกิจด้านไหน (อย่างเช่นผู้เขียน) ที่ทำให้ได้เห็นโลกธุรกิจในด้านต่างๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยดีกว่า
ภาพรวม
โดยภาพรวมแล้วผู้เขียนรู้สึกว่า การเรียน MBA ตอบโจทย์หลายอย่างในใจผู้เขียน ถึงแม้บางวิชาจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ อย่าง พวกบัญชี แต่ก็ได้ประโยชน์มากมาย เพราะมันเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจเลยทีเดียว โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่า รายวิชาต่างๆ ทั้งวิชาบังคับ และวิชาเลือก มีความกลมกล่อมเหมาะสม สำหรับหลักสูตร MBA ได้อย่างดีทีเดียว แต่ก็มีบางส่วนที่รู้สึกว่าเนื้อหาจะเก่า ไปสักนิด อาทิเช่น ในหลายๆ วิชาจะเน้นยกตัวอย่างหรือกรณีศึกษา หนักไปที่ Manufacturing ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงบัญชี การทำ Inventory การคิดคำนวณต้นทุนต่างๆ ฯลฯ ซึ่งผู้เขียนมองว่า Manufacturing เป็นอะไรที่เกือบจะครองโลกเมื่อเกือบทศวรรษ หรือ สองทศวรรษที่แล้ว แต่ในปัจจุบัน มีองค์กรเกิดใหม่มากมายที่ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ...
Filed Under (Internet, MBA) by sKunttz on 11-12-2009

จากที่ได้กล่าวไปแล้วใน Napster (ตอนที่ 1) และ KaZaA (ตอนที่ 2) วิวัฒนาการของ P2P Application ก็มาถึงตอนจบ ซึ่งเป็นเรื่องของ Bittorent สักที จริงๆแล้ว P2P Application มันก็ไม่ได้มีแค่สามตัวนี้หรอกนะครับ แต่ผมขอถือวิสาสะไล่เรียงไปตาม Case Study ที่ได้ทำในวิชา E-commerce ที่เกี่ยวกับ P2P Application นั่นเองครับ
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า P2P Application จะไม่ได้มีแค่สามตัวนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้ง Napster, KaZaA และ Bittorrent ถือเป็นตัวเอกในยุคของมันกันเลยทีเดียว ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยครับว่าทำไม ในปัจจุบันนี้ Bittorent ถึงโด่งดังไปทั่วโลก ทั้งใต้ดิน บนดิน ในหลายอุตสาหกรรม ทั้ง เกมส์ ดนตรี ฯลฯ
Bittorrent
- Protocol
- Developed by Bram Hohen ...
Filed Under (Internet, MBA) by sKunttz on 05-12-2009

วันก่อนเรียนวิชา E-Commerce แล้วอาจารย์โยนประเด็น "Online vs Offline Advertisement" มาให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในห้องเรียน ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัทคุณจะเลือกลงทุนในโฆษณาอย่างไร Online Advertisement หรือว่า Offline Advertisement แบบใดที่จะทำให้ลูกค้ารู้จักเรามากขึ้น ทำให้ยอดขายของบริษัทเรามากขึ้น และโฆษณาแบบใดที่จะคุ้มค่ากับการลงทุน (ROI) มากที่สุด
Offline Advertisement
Offline Advertisement คือ การโฆษณาผ่านสื่อที่ไม่ใช่อินเตอร์เน็ท อาทิเช่น สื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ Offline Advertisement ถือว่าเป็นการโฆษณาที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในปัจจุบัน
ข้อดี สามารถเข้าถึงผู้รับสาส์นได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว
ข้อเสีย มีต้นทุนที่สูงมากถึงมากที่สุด และใช้เวลาเตรียมการนาน แถมไม่มีอะไรรับประกันว่าผู้รับสาส์นทั้งหมดนั้นจะสนใจในตัวผลิตภัณฑ์หรือข้อความที่จะเราต้องการจะสื่อออกไปหรือไม่
Online Advertisement
Online Advertisement คือ การโฆษณาผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต อาทิเช่น แบนเนอร์ตามเว๊บดังๆ, Google Adwords/Adsense, Video Ads, Social Network
ข้อดี ต้นทุนต่ำกว่าแบบแรก (แต่ปัจจุบันก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆเหมือนกัน) สามารถเข้าถึงผู้รับสาส์นได้ตรงเป้าหมายกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะโฆษณาเกี่ยวกับภาพยนตร์ ...